วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2567

กรรมกับปลวก (ตอนที่ 2)

 หลังจากเราทำสวนเสร็จเรียบร้อย  ชีวิตของเราสองพี่น้องเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่คาดฝันมาก่อน ก่อนหน้านั้นเราสามารถขุดทำลายรังปลวกขนาดใหญ่โตมากได้สำเร็จ ไม่น่าเชื่อหลังจากนั้นเราก็กลายเป็นคนเจ็บป่วยแทบทุกวัน ร่างกายก็อ่อนแอจนไม่สามารถทำงานหนักได้ เมื่อก่อนเคยสาวน้ำจากบ่อเอาขึ้นมารดน้ำต้นไม้ได้ครั้งละเป็นสิบๆ ถังได้โดยไม่มีปัญหาเลย แต่เราก็ไม่เคยนึกถึงบาปกรรมที่เราได้กระทำกับพวกปลวก เมื่อไม่สบาบเจ็บป่วยก็ไปหาหมอ แล้วก็ได้ยามารับประทาน โรคใหม่มาโรคเก่ายังไม่ทันจะเบาลง ก็รักษากันไปเรื่อยๆ หมดเงินค่ารักษาไปมากก็ยังไม่ดีขึ้นเลย 

ถึงจะถูกโรครุมเร้าหนัก แต่ฉันก็ไม่ทิ้งการเรียนการศึกษาหาความรู้เพราะว่าต้องการที่จะมีงานทำ มีรายได้เป็นของตนเอง คุณพ่อและแม่เลี้ยงฉันก็เมตตาช่วยค่ารักษาพยาบาลมาตลอด  พอเรียนจบมีวิชาชีพติดตัว ฉันได้ลองสอบเข้าทำงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โชคดีที่สอบติดในอันดับ 1 จึงมีสิทธิเลือกแผนกที่ดีในระดับจังหวัด ช่วงระหว่างที่ทดลองงาน  ฉันเริ่มมีโรคใหม่อีก คือ โรคปวดสะโพกทั้งสองข้าง เวลาจะนั่งเก้าอี้ต้องกระแทกก้นลงไปนั่งเพราะข้อเข่าอักเสบยังรักษาไม่หาย ฉันรู้สึกเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตมากในช่วงนั้น เพราะว่าสุขภาพเริ่มแย่ลง ไหนจะเป็นโรคแพ้อาหารหลายชนิด รับประทานอาหารพวกหมักดองและผลไม้เปรี้ยวจัดก็จะเกิดผื่นคันขึ้นทั่วไปตามตัว บางครั้งเป็นหนักมากถึงขั้นบวมแดงมีอาการไข้ด้วย ก็ต้องรีบไปหาหมอโดยเร็ว เมื่อมีอาการแพ้อาหารแต่ละครั้งก็จะต้องไปฉีดยาแก้แพ้  ทำให้ต้องมีเรื่องเสียเงินรักษาโน่นนี่นั่นอยู่ไม่จบสิ้น 

สุขภาพไม่ดีเป็นเหตุให้ฉันเบื่อที่จะทำงานกับผู้ใหญ่ จึงได้แอบไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู ปรากฎว่าโชคดีสอบติด จึงได้มาเป็นครูสอนเด็กตามที่คิดไว้ คิดว่าทีนี้ชีวิตคงจะดีขึ้น เพราะเป็นงานที่ตัวเองฝันตั้งแต่เด็กๆ ถ้าเป็นครูก็จะได้เป็นใหญ่ในห้องเรียน ไม่ต้องมีใครเป็นใหญ่คอยสั่งงานเราและยังมีเงินเดือนพอที่จะรักษาโรคโดยไม่ต้องพึ่งเงินจากคุณพ่ออีกต่อไปด้วย  ฉันได้เลือกสอนเด็กชั้นประถม 1 และพอปีรุ่งขึ้นก็ตามเด็กขึ้นไปสอนชั้นประถมปีที่2 ก็เป็นครูสอนเด็กอยู่แค่สองชั้น อยู่กับเด็กเล็กๆ ก็น่ารักดี แต่ก็น่าเบื่อคือ ทำเหมือนเดิมทุกวัน สุขภาพเราก็เริ่มย่ำแย่ลงเพราะความเครียด เป็นไมเกรนทุกเช้าและปวดข้อทุกข้อด้วย ก่อนจะไปทำงานก็จะต้องไปฉีดมอร์ฟีนแก้ปวดแทบทุกวัน จึงจะสามารถไปทำงานได้ 

ในช่วงนั้นฉันเริ่มนึกถึงกรรมของตนเองบ้างแล้ว ได้แต่ถามตนเองว่า " เราเคยทำกรรมอะไรมาหนอ ถึงได้เจ็บป่วยมากมายขนาดนี้" แต่ก็ไม่เคยมีคำตอบใดๆ เลย ฉันทนทำงานอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้นถึง 7 ปี รู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้นเลย จึงคิดว่าจะต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้ได้ ขืนทำงานเช่นนี้ต่อไปเราต้องตายแน่ๆ เพราะว่าฉันเริ่มมีอาการแพ้ยาแก้ปวดแอสไพริน รับประทานแก้ปวดทุกวัน จนกระทั่งมีอาการผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น คือ หูอื้อ ตาฝ้าฝางและความจำหลงลืมมากขึ้น บางครั้งจำชื่อนักเรียนไม่ได้เลย พอเริ่มมีอาการผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ฉันเริ่มคิดที่จะเปลี่ยนชีวิตตนเองอีกครั้งหนึ่งให้ได้  

ฉันจึงตัดสินใจเขียนจดหมายติดต่อกับอดีตลูกสะใภ้ของอาฉัน เขาได้หย่ากับสามีแล้วไปแต่งงานกับชาวสวิส ฉันขอให้เขาช่วยแนะนำเพื่อนผู้ชายชาวสวิสให้สักคน เพื่อติดต่อเป็นเพื่อนคุยทางจดหมายและเป็นการฝึกภาษาเขียนอังกฤษด้วย เขาแนะนำให้สองคนๆ หนึ่งเป็นวิศวกรและอีกคนหนึ่งเป็นสถาปนิก ฉันได้เขียนจดหมายคุยติดต่อทั้งสองคนอยู่เป็นเวลา 1 ปีเศษ คนที่เป็นสถาปนิกเขาได้มากับอดีตลูกสะใภ้ของอา มาโดยไม่ได้บอกให้ฉันทราบล่วงหน้า เมื่อเราได้รู้จักและพูดคุยกันหลายครั้ง ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่า "คนนี้แหละใช่" ฉันตกลงรับคำเชิญของเขาให้ไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์กับน้องสาว เพื่อให้เราไปเห็นความเป็นอยู่ของเขา เพราะเขาได้ขอฉันแต่งงาน เมื่อฉันกับน้องสาวได้ไปเที่ยว นอกจากนั้นยังได้เห็นความประพฤติและนิสัยส่วนตัวของเขาอย่างใกล้ชิดแล้ว  จึงได้ตัดสินใจตกลงรับหมั้นเขา ในปีค.ศ. 1982 เขาได้มาหมั้นฉันที่บ้าน เราหมั้นไว้ 3 เดือน แล้วเขาก็มาเข้าพิธีสมรสตามประเพณีไทย มีพิธีตามศาสนาพุทธและมีงานฉลองกันในหมู่ญาติมิตร

(เรื่องราวนี้ยังมีต่ออีกค่ะ อย่าลืมติดตามตอนต่อไปอีกนะคะ)

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567

กรรมกับปลวก (ตอนที่1)

ปลวกเป็นแมลงตัวเล็กซึ่งอยู่กันเป็นกลุ่ม สามารถสร้างรังได้ใหญ่โตมากอย่างเหลือเชื่อ ปลวกเป็นแมลงที่มีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างสลับซับซ้อน มีการแบ่งชั้นวรรณะออกเป็น 3 วรรณะ แบ่งตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น

1.วรรณะปลวกงาน จะมีหน้าที่หาอาหารและทำรัง  2. วรรณะทหาร  จะมีหน้าที่ป้องกันความปลอดภัยจากศัตรูให้แก่ประชากรที่อยู่ในรัง  3. วรรณสืบพันธุ์  มีหน้าที่ผสมพันธุ์สืบพันธุ์และวางไข่

ประมาณ 80% จัดเป็นปลวกที่มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศป่าไม้เป็นอย่างมากและยังจัดเป็นผู้ย่อยสลายในป่าธรรมชาติ ซึ่งมีตัวช่วยเป็นจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ นั่นก็คือ โปรโตซัวที่อาศัยอยูในลำไส้ของปลวก ซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา เชื้อราและแบคทีเรีย ช่วยย่อยซากพืช เศษไม้ ใบไม้ ท่อนไม้หรือต้นไม้ที่หักล้มร่วงลงหล่นทับถมกันในป่า

ปลวกจะทำหน้าที่ย่อยสลายให้ผุพัง แล้วเปลี่ยนให้เป็นฮิวมัสหรืออินทรีย์วัตถุภายในดิน ทำให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดิน สร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดินในป่า เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ ในขณะเดียวกันปลวกก็เป็นอาหารให้แก่โปรโตซัวเองด้วย 

อาหารของปลวกก็คือ พวกเนื้อไม้ เศษไม้ ซากพืช ซึ่งปลวกสามารถกินไม้เหล่านี้ได้ แต่ไม่สามารถสลายเซลลูโลสได้ จึงต้องอาศัยโปรโตซัวช่วยในการย่อยเซลลูโลสให้กลายเป็นอาหาร

โทษของปลวกก็คือ สามารถทำลายไม้ยืนต้น ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไม้ต่างๆ และทำลายโครงสร้างของอาคารบ้านเรือนให้เสียหาย ทำลายพืชผลทางการเกษตรให้เสียหายมากมายได้ รังปลวกยังสามารถปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าแมลงมีอายุไม่ยืนยาวเหมือนสัตว์  จริงๆ แล้วปลวกเป็นแมลงที่่มีอายุยืนมากกว่าที่เราคิดซะอีก เช่น ปลวกทหารมีอายุประมาณ 4 ปี พวกนางพญาปลวกมีอายุยืนยาวร่วม 10 ปี บางตัวยืนยาวถึง 25 ปีก็มี

 ท่านผู้อ่านได้รู้จักปลวกพอสมควรแล้วนะคะ ทีนี้ผู้เขียนจะพูดเกี่ยวกับเรื่องกรรมกับปลวก  ผู้เขียนกับน้องสาวเคยทำลายรังปลวกขนาดใหญ่มาก รังมีลักษณะคล้ายภูเขาเล็กๆ สูงเกือบ 2 เมตร ตอนนั้นผู้เขียนอายุ 15 ปี เราเพิ่งย้ายบ้านเข้ามาอยู่ใหม่ จึงต้องมีการปรับปรุงบ้านและสิ่งแวดล้อมให้ดูดี ที่บ้านมีไม้ผลหลายชนิด แต่มีอยู่ต้นเดียวที่มีปลวกมาแอบทำรังใหญ่โตมาก คือ ต้นลำใย ที่ปลูกไว้ท้ายสวน ผู้เขียนตั้งใจจะทำสวนดอกกุหลาบที่หน้าบ้าน แต่พื้นที่ต่ำกว่าถนน จำเป็นต้องหาดินมาถมที่ตรงนั้นให้สูงขึ้น จึงคิดว่าเราน่าจะเอาดินจากรังปลวกนี่แหละมาถมที่เพื่อทำสวนกุหลาบ  

เราสองคนพี่น้องก็ช่วยกันทำลายรังปลวกโดยไม่ได้ขออนุญาตหรือบอกกล่าวให้พวกปลวกรับทราบล่วงหน้าเลย เราทยอยขุดเอาดินจากรังปลวกไปถมที่ทุกวันๆ นิดละหน่อย ปลวกก็ทยอยกันหลบหนีไปหาทำรังที่อื่นและกระจายกันอยู่ทั่วบริเวณบ้าน บ้างก็ถูกระจอบสับตาย  บ้างก็บาดเจ็บกันมากมายนับไม่ถ้วน ตอนนั้นเราไม่ได้นึกถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษเลย ตั้งใจทำลายพวกเขาเพื่อที่จะได้สวนกุหลาบสวยๆ ไว้ชื่นชมเท่านั้น เราได้ทำลายรังปลวกจนเกลี้ยงเรียบเป็นหน้ากลองภายในระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น 

ในที่สุดความฝันที่จะมีสวนกุหลาบก็เป็นจริง  สวนกุหลาบนานาพันธุ์และมีหลายสีสลับกับมะลินานาพันธุ์ด้วยและยังมีสวนดอกเยอวะร่าอีกด้วย สวนของเราสวยงามมาก เวลาคนเดินผ่านหรือขับรถผ่านมาเห็นก็จะชอบมองแล้วชมว่าสวยมาก ชาวบ้านแถวนั้นชอบมาขอซื้อดอกไม้เวลาจะไปทำบุญที่วัด  รู้สึกภูมิใจมากที่เราได้ทำสวนกันจนสำเร็จ  ตอนนั้นผู้เขียนเริ่มเรียนอยู่ปี 1 ในโรงเรียนพานิชการแห่งหนึ่ง 

หลังจากที่สวนดอกกุหลาบเสร็จเรียบร้อย  เราได้ชื่นชมสวนอยู่ไม่นานเลย ผู้เขียนก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ เริ่มมีอาการปวดท้องหลังทานอาหารทุกครั้ง ในที่สุดตรวจพบว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ต้องเทียวไปฉีดยาลดกรดในกระเพาะอาหารวันละ 1 เข็ม เป็นเวลา 2 สัปดาห์  จึงมีอาการดีขึ้น ช่วงที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร เราก็ไม่ค่อยได้ดูแลสวน ๆ ก็ดูซบเซาไม่สดชื่นเลย ช่วงฤดูฝนก็เจอปัญหาน้ำท่วมสวนเพราะเหตุว่าดินยุบลงทำให้น้ำขังเป็นเวลานาน ต้นไม้ที่สวยงามดีก็เริ่มมีปัญหา ทยอยกันตายเพราะรากเน่า 

ในที่สุดต้นไม้ในสวนตายกันเกือบหมด ผู้เขียนเองก็เริ่มเป็นไมเกรนปวดศีรษะทุกวัน ต้องทานยาแก้ปวดทุกวันจึงจะสามารถไปเรียนได้ โรคไมเกรนยังไม่หาย ก็มีโรคใหม่เพิ่มอีก คือ โรคไขข้ออักเสบมีอาการหัวเข่าบวมเพราะมีน้ำขังต้องไปให้หมอเจาะเอาน้ำออกจึงจะเดินได้ อาการของโรคไขข้ออักเสบเริ่มรุนแรงขึ้นและหนักขึ้น เริ่มปวดบวมไปทุกข้อทั้งตัว จนไม่สามารถเดินได้ ต้องหยุดพักเรียนบ่อยมาก หมอบอกว่าอาการข้ออักเสบนี้คือ โรครูมาตอยด์  ถึงจะเจ็บปวดทรมานขนานนั้น แต่ผู้เขียนก็ยังไม่เคยนึกถึงกรรมที่ได้กระทำไว้กับปลวกเลยแม้แต่น้อย คิดว่าพวกปลวกเขาคงจะปิดไม่ให้เรานึกกรรมออก ส่วนน้องสาวก็เริ่มมีอาการปวดท้องทุกวัน ในที่สุดเธอเป็นไส้ติ่งอักเสบต้องผ่าตัด (เชิญติดตามตอนต่อไปนะคะ)