Follow by Email

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โดนหลอกไปขาย


อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด  เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมแล้วที่กรรมจะส่งผล  ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงวิบากกรรมได้เลย  ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมก็ทำให้ได้เสวยสุขเบิกบานสำราญใจ  ใครก็เลือกไม่ได้ว่าจะเสวยแต่สุขฝ่ายเดียว  บางท่านก็อาจจะคิดว่าตนไม่มีวันที่จะเสวยทุกข์เป็นอันขาด  เพราะว่าตนเองเป็นผู้ใจบุญใจกุศล  ไม่เคยเบียดเบียนผู้อื่นและมีศีลบริสุทธิ์  แต่หารู้ไม่ว่า ในแต่ละวันจิตส่วนใหญ่เป็นไปในอกุศลมากกว่ากุศล  เพราะเหตุว่าการที่จิตจะเป็นกุศลจิตได้นั้น  ต้องเป็นไปใน  ทาน  ศีลและความสงบของจิต นับตั้งแต่ลืมตาตื่นเช้าขึ้นมา  จิตก็เป็นไปในอกุศลแล้ว  มีความติดข้องต้องการ ยินดี พอใจในสิ่งต่าง ๆ
ที่มากระทบทางตา  ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกายและทางใจ  เรียกว่าจิตไหลไปตามอารมณ์ที่มากระทบทั้ง ๖ ทวาร  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสติไม่เกิดขึ้น  ระลึกรู้ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่ปรากฏในขณะนั้น  ก็ย่อมจะได้เสวยความทุกข์เป็นส่วนใหญ่

เราเกิดมาเพื่อเสวยผลของกรรมที่ได้กระทำไว้แล้วในชาติก่อน ๆ  หลายภพหลายชาตินับไม่ถ้วน  เราได้กระทำอะไรไว้บ้างไม่สามารถระลึกได้  แต่ผลของกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นไม่หนีไปไหนเลย  แต่จะติดตามเหมือนเงาตามตัว  จะส่งผลในวันใดวันหนึ่ง  เมื่อมีปัจจัยพร้อมแล้ว  เมื่อถึงเวลานั้นเราก็อาจจะมีคำถามกับตัวเองหรือกับผู้อื่นว่า  "มันเป็นไปได้อย่างไร ? "  อย่างเช่น  คนรวยมาก ๆ  ต่อมากลับกลายเป็นคนยากจนข้นแค้นแสนเข็ญ  ต้องเที่ยวขอยืมเงินเพื่อนฝูง  หรือไม่ก็เที่ยวขอทานในที่สาธารณะ  บางคนมีชื่อเสียงโด่งดัง  ดันพังอย่างไม่น่าเชื่อ  เป็นข่าวดังในทางเสียหายยับเยิน  คนไม่เข้าใจตามความเป็นจริง  ก็เที่ยวโทษโน่นโทษนี่  หนักหน่อยก็คิดตัดช่องน้อยพอตัว  ฆ่าตัวตายจากโลกไป นั่นก็เป็นเรื่องของจิตโง่  เพราะไม่มีที่พึ่งอันประเสริฐ ซึ่งหมายถึง "พระธรรม"  มีพระธรรมเป็นที่พึง  หมายความว่าต้องเข้าใจตามความเป็นจริงของขันธ์ห้าและเข้าใจเรื่องกรรม

วันนี้ก็จะขอนำตัวอย่างเรื่องของกรรมมาเล่าสู่กันฟัง (อ่าน)  มีป้าท่านหนึ่งได้เล่าให้ฉันฟังว่า   เมื่อไม่นานมานี้   ญาติของเธอคนหนึ่งชื่อ  "แหม่ม" (ชื่อสมมติ) อายุ  26 ปี   เธอเป็นคนสวย  รูปร่างสูงโปร่ง  ผิวดำแดง  เรียนจบวิชาชีพ  เคยทำงานเป็นเสมียนลูกจ้างที่สำนักงานแห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัดในประเทศไทย ต่อมาเธอได้ตกงาน  ด้วยสาเหตุใดไม่ทราบ  จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ  เพื่อหางานทำ ไปพักอยู่กับญาติ ๆ  ได้แนะนำให้รู้จักกับผู้ชายไทยคนหนึ่ง  เขาทำอาชีพรับสมัครคนไปทำงานเมืองนอก  สาวแหม่มคนสวยผู้นี้  ก็ไต้ตกลงที่จะไปทำงานเมืองนอก  เพราะคิดว่าคงจะมีรายได้ดีกว่าทำงานในเมืองไทยหลายเท่า  ทางชายหนุ่มที่รับสมัครงานเขาบอกว่า  ผู้จะไปทำงานต้องจ่ายเงินเองทุกอย่างก่อน  เช่น  ค่าทำวีซ่า  ค่าตั๋วเครื่องบิน  ค่าที่พัก  เป็นต้น  ตกลงกันว่าให้ซื้อตั๋วไปลงประเทศกรีก  แต่ต้องแวะที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  3  วันก่อน  แล้วจึงจะบินต่อไปลงที่เอเธนประเทศกรีก  พอถึงเวลานั้นจริง ๆ  เหตุการณ์มันไม่เป็นตามที่ตกลงกันไว้   พอเครื่องบินแวะที่สวิตเซอร์แลนด์   เธอต้องพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้ สนามบิน  เป็นเวลาสามวัน

หลังจากพักได้เพียงสองคืน  เธอก็ถูกหนุ่มไทยคนหนึ่งมารับตัวที่โรงแรม  ถูกพาตัวไปทำงานในสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน  เมืองใด  เพราะว่าถูกบังคับไปตอนกลางคืน  เธอถูกบังคับให้ขายตัว  ถูกกักขังสถานที่  ในที่นั้นก็มีผู้หญิงไทยหลายคน  ที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเธอ  โดนบังคับและถูกตบตีทำร้ายร่างกาย  ถ้าไม่ทำตามคำสั่งของเขา  ก็จะต้องเจ็บตัว  สาวแหม่มโชคร้ายผู้นี้ไม่มีวีซ่าเข้าประเทศ จึงต้องอยู่แบบหลบซ่อน  ลักลอบทำงานมืด  คงจะมืดแปดด้านเพราะไม่สามารถติดต่อกับใครได้  ไม่มีโทรศัพท์ติดตัว  ไม่มีเงิน  ไม่มีพาสปอร์ต  ถึงเวลาก็ต้องทำงานด้วยความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ

สองสัปดาห์ผ่านไปโชคเข้าข้าง  ตีสามของคืนวันหนึ่ง  หลังจากเสร็จกิจหน้าที่กันแล้ว  ก็มีการดื่มสังสรรค์กันทั้งนายจ้างและลูกจ้าง   ขณะที่พวกเพื่อนร่วมงานและนายจ้าง  ต่างก็เมากันได้ที่  สาวแหม่มได้วางแผนในใจไว้แล้ว  ว่าสักวันหนึ่งเธอจะต้องออกจากสถานที่แห่งนี้ให้ได้  แล้วจะจัดการกับเจ้าของสถานที่ให้สำเร็จ  เพื่อที่จะได้ข่วยพวกเพื่อนคนไทยที่นั่นด้วย  เมื่อได้โอกาสตอนที่ทุกคนเมากันเต็มที่แล้วก็หลับไม่รู้ตัวตาม ๆ  กัน  เพราะโดนยานอนหลับที่เธอแอบใส่ในเครื่องดื่มให้ทุกคนดื่ม  จากนั้นเธอก็รีบเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า  คว้าเสื้อกันหนาวของเพื่อนได้  (ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว)  แล้วรีบเผ่นอย่างเร็ว หนาวก็หนาวกลัวก็กลัวมาก   ถ้าถูกพวกคุมสถานที่ตามจับตัวได้  เธอต้องตายทั้งเป็นแน่ ๆ  แค่นี้เธอก็แทบตายทั้งเป็นอยู่แล้ว  เดินหนาวสั่นอยู่บนถนนด้วยรองเท้าแตะ  ลากกระเป๋าเดินคนเดียวตอนดึก ๆ ลองนึกสภาพดูเถอะท่านผู้อ่านคะ   ฉันว่าถ้าใครเจอสภาพเช่นนี้   บังเอิญมีใครเดินผ่านมาพบเข้าสักคนก็ถือว่าโชคดีเหมือนได้เกิดใหม่เลยนะ  สาวแหม่มไม่ทราบหรอก  ว่าเธอกำลังเดินอยู่เมืองไหน  ชื่ออะไร
ตอนนั้นเทวดาเห็นแล้ว  ท่านคงจะสงสารมั้ง  เลยดลใจให้ชายผิวดำคนหนึ่งเดินผ่านมาพบเธอ ๆ  จึงขอร้องให้เขาพาไปส่งที่สถานีรถไฟ  เพื่อจะไปหาญาติคนหนึ่ง  ผู้ชายใจดีท่านนี้  ก็ช่วยโทรติดต่อญาติให้  แหม่มมีเบอร์โทรของญาติติดมาด้วย  ญาติของเธอไม่เคยเห็นแหม่มร่วม ๒๐ ปีกว่า  พอทราบข่าวก็ตกใจ  จึงขอร้องให้ชายหนุ่มนั้น  ช่วยซื้อตั๋วแล้วส่งสาวแหม่มขึ้นรถไฟให้ด้วย   เขาก็ทำตามที่ขอร้อง แถมยังออกเงินค่าตั๋วให้ด้วย  เมื่อถึงปลายทาง  สาวแหม่มก็ได้พบกับญาติของเธอมารอรับ

ในเช้าวันเดียวกันนั้นเอง  ญาติของแหม่มได้พาไปแจ้งความตำรวจ  เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ได้ประสบมาให้ตำรวจบันทึกไว้เพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป   ตำรวจได้นำแหม่มไปพักไว้ในที่ปลอดภัย  เป็นที่พักสตรีโดยเฉพาะ  ทางตำรวจให้ความคุ้มครองเธอเป็นอย่างดี  เพราะว่าแหม่มโดนเจ้าของสถานที่ขายบริการขู่ไว้ว่า  ถ้าหนีออกไปจากสถานที่นั้นเมื่อไหร่  เขาจะตามไปฆ่าพ่อแม่ญาติพี่น้องของเธอให้ตายหมด  จะเผ่าบ้านด้วย  สาวแหม่มได้พักอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เพียง  ๒ เดือน  ทางตำรวจได้ส่งตัวเธอกลับเมืองไทย

ตำรวจได้สืบหาสถานที่ขายบริการแห่งนี้จนพบ  และติดตามดูความเคลื่อนไหวของเจ้าสถานที่อยู่ห่าง ๆ
ในเวลาไม่นานนักก็ได้ข่าวว่า  เจ้าของสถานที่แห่งนี้  ถูกตำรวจจับและถูกสั่งปิดไม่มีกำหนด  ตอนนี้ก็เข้าไปเสวยทุกข์อยู่ในคุกฝรั่งเรียบร้อยแล้วด้วย  ส่วนสาวแหม่มคนสวยก็คงไม่อยากไปทำงานเมืองนอกอีกแล้ว  เธอได้ไปเสวยอกุศลวิบากอย่างหนักที่ต่างแดน  สุดแสนจะทุกข์ระทมขมขื่นมาก  เห็นไหมค่ะ...เรื่องวิบากกรรมเป็นเรื่องที่ใครก็หลบหลีกไม่ได้  เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมแล้วที่จะเกิดก็ต้องเกิด  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  เมื่อไร  กำหนดไม่ได้เลย  เรื่องของสาวแหม่มนี้  เธอก็ยังโชคดีมีผลของกุศลกรรมช่วยให้พ้นจากภยันตราย ได้เสวยอกุศลวิบากเพียงระยะสั้น

ถ้าเรามองในแง่ของกรรม  ก็จะเห็นว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน  ตนเป็นผู้เสวยผลกรรมของตน  ไม่มีใครรับผลกรรมแทนกันได้  ไม่มีใครทราบได้ว่า  กรรมของชาติใดจะส่งผล  เมื่อไร  ที่ไหน  อย่างไร  เพราะฉะนั้น  จึงควรที่จะศึกษาเรื่อง "กรรม"  ให้เข้าใจ  เมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ว่าจะเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตาม  จิตใจก็จะไม่หวั่นไหวมาก  จะสามารถเข้าใจตามความเป็นจริงได้  และถ้าเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในโลกนี้  ด้วยความรัก ความเมตตากรุณาและเกื้อกูลเอื้อเฟื้อต่อกันด้วยความจริงใจ  ชีวิตก็คงจะมีความสุขมากกว่าความทุกข์เป็นแน่  

บทความนี้  คงจะพอเป็นข้อเตือนใจเกี่ยวกับ "การคบคนแปลกหน้า"  ควรไตร่ตรองด้วยเหตุผลให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสิ้นใจลงทุนทำกิจอะไรสักอย่างกับคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน.


วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

อย่างนี้ก็มีด้วย


สวัสดีค่ะ  ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ไม่ได้พบกันที่บล็อกนี้นานหน่อยนะคะ   พบกันคราวนี้ก็มีเรื่องสด ๆ ร้อน ๆ มาเล่าสู้กันอ่านจ๊ะ  ตามชื่อเรื่องที่ตั้งไว้ว่า "อย่างนี้ก็มีด้วย"  คงจะสงสัยนะคะว่า มันเรื่องอะไรหนอ..... เรื่องจริงค่ะ  เพิ่งเกิดกับตัวผู้เขียนเอง  ไม่ทราบว่ามันเกิดได้ยังไง  ถ้าท่านได้อ่านจบแล้ว ลองช่วยคิดหน่อยนะคะ ว่าเรื่องเช่นนี้สมควรกระทำหรือไม่  เพื่อไม่ให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น  ฉันก็จะขอเล่าเรื่องเลยนะคะ

เมื่อ ๒ วันผ่านมานี้  เวลาเช้าประมาณ ๙ นาฬิกา  เป๋นเวลาที่ฉันกำลังเจริญความสงบอยู่ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน  วันนั้นได้มีเหตุการณ์พิเศษหน่อยนะ  คืออยู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นรบกวน  ฉันก็ต้องรีบพรวดพราดออกจากสมาธิ เพื่อไปรับโทรศัพท์  มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งโทรมาถามว่า "ตื่นหรือยัง"  ฉันก็ตอบ  "ตื่นแล้ว"  เธอถามย้ำอีกว่า "ตื่นหรือยัง"  ฉันได้แต่นึกในใจว่า ทำไมเธอถามแบบนี้  ใครจะบ้านอนลืมตาอยู่ได้ตั้ง ๙ โมงแล้ว  เธอคงคิดว่าเราขี้เกียจหลังยาวมากซินะ  แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไร จึงถามไปว่า  "พี่มีอะไรหรือคะ ถึงได้โทรมาแต่เช้า"   เธอตอบว่า "เมื่อวานนี้พี่ได้สั่งกระดูกหมูอ่อนสด ๆ  มาให้เธอไว้กิน  สั่งมาตั้งหลายกิโล  จะหิ้วมาให้ถึงบ้านก็หนักและไม่มีรถขับ  ที่สั่งให้หลายกิโลเพราะเห็นว่าอยู่กันหลายคน จะได้ประหยัด ไม่ต้องจ่ายตังค์หรอก  พี่รู้จักกับคนขายดี  เขาให้ฟรี  เธอรีบมาเอานะเดี๋ยวมันจะมีกลิ่น  เพราะไม่ได้ไว้ในตู้เย็น เธอเอาไปทอดสด ๆ นะ อร่อยดี"  ฟังเธอพูดแล้วรู้สึกแปลกใจและงง ๆ  เพราะอยู่ดี ๆ  ก็มีคนเป็นห่วงความเป็นอยู่ของเรา  สั่งเนื้อหมูตั้งเยอะแยะไว้ให้เรากินทั้งครอบครัว  ซึ่งบุคคลนี้ไม่ได้สนิทสนมและติดต่อคุ้นเคยอะไรกันมากนัก  นานปีทีหนจะได้เจอกัน  วันนี้มาแปลก ๆ

 ตามปรกติเราก็จะไม่กินเนื้อสัตว์บ่อยนัก  ส่วนใหญ่จะกินผักและผลไม้  ถ้าจะซื้อเนื้อหมู เราก็ซื้อกินเองได้  ไม่ต้องมีใครมาซื้อให้หรือขอเศษหมูจากโรงงานมาให้  เรามีรายได้และฐานะพอเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อนผู้อื่น  แต่เธอผู้นี้ซิ ชอบทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนโดยไม่เลือกหน้า  มีชีวิตที่น่าสงสารกว่าใครในแถบนี้ (แถบที่ฉันอยู่)  อาภัพมาก ๆ  อยู่กับผู้ชายคนไหน ก็ถูกเขาเบียดเบียนทำให้เจ็บกายเจ็บใจมาตลอด  บางครั้งไม่มีที่อยู่อาศัย  ต้องไปขอความช่วยเหลือจากทางการ  บางครั้งตกงานไม่มีกิน ก็ต้องไปขออาหารจากทางการ  เป็นคนไม่มีการศึกษา  แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะสะสมสิ่งที่ดี ๆ  ขยันสะสมแต่ความโง่อยู่ได้  ทุกวันนี้เธอก็ยังไม่มีงานทำและอยู่คนเดียว

แต่วันนี้เธอนึกยังไงไม่ทราบ  ใจดีอย่างไม่น่าไว้ใจ  ฉันได้พยายามคิดที่จะปฏิเสธเธอ  ฉันได้บอกเธอว่า "พี่สั่งหมูมาเยอะ ๆ  ก็เอาแช่แข็งไว้กินเองนาน ๆ ก็ได้"  เธอตอบว่า "พี่ไม่มีตู้แข็ง  เธอเอาไปกินกันเถอะ หมูสด ๆ อร่อยดี เนื้อสวย ๆ ขาหมูสวย ๆ  อีกหลายก้อน ทำพะโล้กินได้  และยังมีตับหมูสด ๆ ด้วยนะ โอ้โฮ...พูดแล้วน้ำลายไหล แต่พี่ไม่มีที่เก็บ  พี่ซื้อกินได้  เธอเอาไปเถอะ"  ฉันเบื่อที่จะฟังเธอพรรณา
นาน ๆ  ก็เลยบอกตัดบทไปว่า  "เด๊๋ยวต้องถามสามีก่อนนะ ว่าจะพาไปไหม"  เธอกล่าวต่ออีกว่า "เออ....นี่เธอ...สนใจอยากมีรายได้พิเศษมั้ย  มีคนไทยเขาอยากกินปอเปี๊ยะ  เขาจะจ้างทำ ให้อันละ ๑ แฟรงค์ รายได้ดีนะ"   "ขี้เกียจทำ" ฉันตอบแบบห้วน ๆ  เธอหัวเราะ  "ฮา ฮา ขี้เกียจทำเหรอ ได้เงินง่าย ๆ ไม่เอาเหรอ"  "ไม่อยากทำ ไม่อยากได้  พี่ก็รับทำเองซิ"  เธอไม่โต้ตอบ  แต่ย้ำว่า  "มาเอาหมูไปกินนะ"

ฉันได้บอกสามีว่า มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่เรารู้จัก  (สามีฉันก็รู้จักเธอ)  พอเอ่ยชื่อถึงผู้หญิงคนนี้ทีไร  เขาจะไม่ค่อยชอบใจเท่าไร  เพราะเธอมีชื่อเสียงทางด้านอิจฉาริษยา  ชอบพูดเรื่องไม่เป็นความจริง  ทำให้คนอื่นเสียหายและเข้าใจผิด  จึงไม่ค่อยมีใครอยากคบกับเธอ  สามีฉันปฏิเสธที่จะพาไปรับเนื้อหมู  แต่ฉันขอร้องเขาและบอกว่าได้รับปากกับเธอไว้แล้ว...... เป็นอันว่าเราตกลงไปรับเนื้อหมู  พอเข้าไปในบ้าน  เธอก็รีบเอาถุงที่บรรจุไว้เรียบร้อยแล้ว ยกมาวางไว้ให้ที่โต๊ะ  แล้วบอกว่าให้ฉันเปิดดูก่อนที่จะเอาไป  แต่ฉันก็เชื่อใจเธอ  คงจะเป็นของดีจริงอย่างที่เธอพูด

พอถึงบ้าน ฉันก็รีบเปิดห่อดูว่ามีอะไรบ้าง  เปิดด้วยความดีใจและตื่นเต้น พอเปิดดูก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ  . เนื้อหมูที่ว่าสวย ๆ  เป็นกระดูกหมูอ่อน ซึ่งเธอย้ำนักหนา ว่าให้เอามาทอดกินสด ๆ อร่อยดีนั้นน่ะ  มันเป็นเศษหมูที่เขาแล่เอาเนื้อออกจนเกลี้ยงแล้ว  เหลือแต่กระดูกอ่อนเท่านั้น บ้างก็เป็นชิ้นกระดูกที่มีแต่พังผืดติดเป็นแผ่นซี่โครงยาว  เธอให้มาราว ๆ  ๔ กิโล  ส่วนขาหมูนั้น เธอบอกว่าทำพะโล้อร่อยดี ขาสวย ๆ ทั้งนั้น  ตอนที่ยังไม่เห็น  แค่ได้ยินเท่านั้น บุพเจตนามันเกิดซะแล้ว  คิดไปว่าจะเอาเนื้อหมูนี้แกงเขียวหวาน  และจะเอาขาหมูทำพะโล้ไปถวายพระ  เพราะว่าเธอได้เชิญพวกเราไปร่วมทำบุญ ๑๐๐ วัน ให้สามีเธอที่เพิ่งเสียชีวิต ....... พอเห็นขาหมูแล้ว ตกใจกลัว เพราะเป็นขาหน้าแข้งยาวเป็นคืบ มีแต่ขน  ไม่สามารถจะทำอะไรกินได้เลย   ส่วนตับที่ว่าสด ๆ นั้น ก็สดจริง ๆ  สดประเภทเลือดอาบชุ่มเลยล่ะ  เกิดมาก็ไม่เคยเห็นตับหมูสด ๆ  และใหญโตมาก ๆ  เช่นนี้   ฉันเองยกไม่ขึ้นหรอก เพราะหนักมาก  เขาให้มาตั้ง ๒ คู่  ได้พิจารณาทุกอย่างแล้ว ไม่สามารถที่จะรับประทานส่วนไหนได้เลย  ในที่สุดก็ต้องรีบห่อใส่ถุง  แล้วทิ้งลงถุงขยะอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นประมาณสักครู่ใหญ่ ๆ   ฉันก็ได้มาทบทวนดูอีกครั้ง ว่าของที่คนเขาให้ทานมาด้วยความตั้งใจดี  เราจะเอาไปทิ้งเลย มันก็ไม่ถูกต้องนัก  ว่าแล้วก็รีบไปหอบเอาถุงขยะ ที่เตรียมทิ้งอยู่นอกบ้าน  นำมาค้นเอาเฉพาะแต่ขาหมู  เอามาพิจารณาดูอีกครั้ง เผื่อว่าจะมีโอกาสได้ลิ้มรสพะโล้ขาหมูเอร็ดอร่อยบ้าง  จึงได้สรรหามีดที่คมที่สุด ชนิดว่าใหม่เอี่ยมยังไม่ถูกใช้เลยนะ   แล้วจากนั้นก็จัดการหาเนื้อเถือหนังเป็นการใหญ่  เถือจนอ่อนใจก็ไม่เจอเนื้อ เจอแต่กระดูกเพียว ๆ  แต่ใช่ว่าจะหยุดความเพียรเพียงแค่นั้นน่ะ  จิตยังคิดต่อไปอีกว่า จะทำอย่างไรดี  เพื่อให้ของทานชิ้นนี้มีเป็นประโยชน์  จึงคิดว่าจะเอาหนังหมูไปทำส่วนประกอบลาบ  ก็หันมาพิจารณาหนังหมู..... ปรากกฏว่าหนังหมูก็เต็มไปด้วยขนแข็งและไขมัน  หาประโยชน์มิได้เลย  ในที่สุดต้องลงถุงขญะอีกครั้ง......ผลจากการที่ได้รับทานครั้งนี้  ฉันต้องหลังเคล็ดเพราะยกถุงขยะหนัก ๆ ถึงสองครั้ง แค่ครั้งเดียวก็เล่นเอาแย่แล้ว  นี่ก็เข้าตำราที่ว่า  "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมเอากระดูกมาแขวนคอ"

คนอย่างนี้ก็มีด้วย  อยู่ ๆ คิดเมตตาคนอื่น ไปขอเศษเนื้อจากโรงงานมาให้คนอื่นกิน  แถมยังบอกอีกว่า
"ถ้าพี่จะกินเนื้อหมู พี่ก็ซื้อกินเองได้"  ดูซิ...เธอพูดยังกะว่า  คนอื่นไม่มีเงินพอที่จะซื้อกินเองได้  แต่ฉันก็คิดในแง่ดีว่า  เธอคงคิดจะตอบแทนน้ำใจ ที่ฉันและสามีได้ไปร่วมงานเผาศพสามีของเธอที่เสียชีวิตไปเมื่อเร็ว ๆ นี้  และเธอยังเชิญพวกเราไปร่วมทำบุญ ๑๐๐ วันอีก  เฮ้อ....งานบุญครั้งนี้ ฉันคิดว่าคงจะต้องหลบเอาตัวรอดก่อนล่ะ  เพราะเหตุว่ากลัวจะโดนเธอถามเรื่องหมูและกลัวมาก ๆ  กลัวว่าจะได้หมูมาทิ้งอีก และอีกอย่างหนึ่ง  จริง ๆ แล้วฉันเองเป็นคนไม่ชอบปฏิเสธเรื่องบุญทาน  แต่คราวนี้มันจำเป็นจริง ๆ  ต้องขอหลบบุญ  เพราะว่าเธอได้บอกไว้แล้วว่า  ถ้าพวกฉันไปทำบุญ ก็จะได้เนื้อหมูอีกครั้ง  โอย....ไม่ไหวแล้ว  ขออย่าเจออีกเลยเจ้าข้า !!

การให้ทานที่จะมีอานิสงส์นั้น  จะต้องประกอบด้วยความตั้งใจดี (กุศลเจตนา)  ของที่ให้ต้องเป็นของที่ดี
เป็นประโยชน์แก่ผู้รับ  ใช่ว่าสักแต่ให้ไปพ้น ๆ ตัวหรือพ้น ๆ บ้าน  ขณะที่ให้ทานจิตเป็นกุศล  หลังจากให้ทานแล้ว  เมื่อนึกถึงทานที่ได้กระทำแล้วเกิดปีติ..... กุศลย่อมมีผลเป็นกุศล นำมาซึ่งความสุขใจ   อกุศลมีผลเป็นอกุศลนำมาซึ่งความทุกข์ใจ  แล้วจะเลือกกระทำอย่างไหนดี  ก็แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคน....อย่าลืมนะคะ  ว่าทุกอย่างเป็นธรรมะ.....ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงและพิสูจน์ได้ทุกขณะ

.เรื่องนี้อ่านแล้วได้ข้อคิดมั้ยคะ  นี่ก็เป็นเรื่องอกุศลวิบากของฉันเองด้วย  เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้วิบากเกิดก็ต้องเกิด  เช้าวันนั้นมีอกุศลวิบากหมดเลย  เช่น วิบากทางตา  ทางหู  ทางกาย  เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป.....แต่สำหรับเธอผู้ให้ทานนั้น  ถ้ากระทำด้วยอกุศลเจตนา  และถ้าเป็นอกุศลกรรมบถครบองค์  ก็ย่อมจะเป็นกรรมที่ส่งผลได้

 เพราะฉะนั้น ทางที่ดีคือ ก่อนที่จะมีการทำทาน  ต้องมีเจตนาดี  แล้วก็ควรที่จะพิจารณาวัตถุที่จะให้ทานด้วยว่า มีประโยชน์ต่อผู้รับหรือไม่ สมควรแก่ผู้รับหรือไม่  ให้เพื่ออะไร ทำไมต้องให้  ใช่ว่านึกอยากจะได้อานิสงส์จากทานมาก ๆ  เพราะรู้ว่าอานิสงส์จากทาน จะทำให้เป็นผู้มีกินไม่อด มีความเป็นอยู่ดี  จะได้ผลดีหรือไม่ก็อยู่ที่การทำเหตุ....... เหตุกับผลต้องตรงกัน  ธรรมะเป็นเรื่องตรง  เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้ดี ๆ ก่อน  จะได้มีอานิสงส์ที่ดีด้วย......สำหรับเรื่องนี้  ฉันก็ต้องขอขอบคุณเธอผู้มีเมตตาจิต ให้เนื้อหมูเป็นทานแก่ฉันและครอบครัวด้วย  ถึงแม้จะไม่ได้กิน  แต่ก็มีประโยชน์มากทีเดียว  เพราะว่าทำให้ฉันได้มีเรื่องราวมาเขียนให้ทุกท่านได้อ่านกันสนุก ๆ  และได้คติข้อคิดเกี่ยวกับการให้ทานด้วย.....ก็ขอยุติเพียงแค่นี่จ๊ะ  แล้วพบกันอีกนะคะ

                                                       .......................................................